เทียบอีโคคาร์ "มือหนึ่ง" หรือ "มือสอง" แบบไหนคุ้มกว่ากัน?

 

 

 

 

 

 

 

 

            อีโคคาร์จัดว่าเป็นรถยนต์ราคาประหยัดที่สุดในตลาด แล้วระหว่างการซื้ออีโคคาร์ "ป้ายแดง" กับ "มือสอง" แบบไหนจะคุ้มกว่ากัน?

 

 

 

             แม้ว่ากระแสรถยนต์อีโคคาร์จะไม่บูมเท่ากับสมัยที่มีโครงการรถคันแรก แต่ก็ยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากหลายค่ายนำเอา B-Segment ของตัวเองมาลงเล่นในกลุ่มอีโคคาร์นี้ด้วย แต่ด้วยราคาจำหน่ายอีโคคาร์ที่ค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับเซ็กเมนต์อื่น หลายคนจึงเกิดคำถามว่าระหว่างซื้ออีโคคาร์ป้ายแดงที่มีโปรโมชั่นมากมายตลอดทั้งปี กับอีโคคาร์มือสองที่ราคาหายไปหลักแสนบาท แต่ต้องแลกกับดอกเบี้ยรถมือสองที่สูงกว่าป้ายแดง แบบไหนคุ้มค่ากว่ากัน?

 

 

 

 

 

 

 

 

สำรวจราคารถอีโคคาร์ป้ายแดงในปัจจุบัน

 

 

          Toyota Yaris 2019 เป็นหนึ่งในรถอีโคคาร์ยอดนิยมในปัจจุบัน มีให้เลือกทั้งหมด 5 รุ่นย่อย เคาะราคาจำหน่ายตั้งแต่ 489,000 บาท (รุ่น J ECO) ไปจนถึงรุ่นท็อปสุด 639,000 บาท (รุ่น G+) ซึ่งอีโคคาร์รุ่นอื่นๆ ก็จะอยู่ในระดับราคาใกล้เคียงกันนี้ ไม่หนีกันมากนัก


 

        หากลองนำ Toyota Yaris 2019 รุ่น G ซึ่งมีราคาจำหน่ายอยู่ที่ 619,000 บาท มาคำนวณยอดผ่อนเป็นจำนวน 60 งวด วางเงินดาวน์อยู่ที่ 20 เปอร์เซ็นต์ จะได้ค่างวดเดือนละ 9,327 บาท (คิดอัตราดอกเบี้ยที่ 2.6%) ซึ่งเป็นอัตราที่รวม VAT และประกันภัยชั้น 1 ปีแรกแล้ว หากผ่อนชำระจนหมดจะคิดเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 683,420 บาท เพิ่มขึ้นจากราคาป้ายแดงอยู่ที่ 64,420 บาท

 

 

 

 

 

 

 

แล้วถ้าเป็นรถมือสองล่ะ

 

 

 

             ปัจจุบันราคารถมือสอง Toyota Yaris 1.2G รุ่นปี 2016 (โฉมก่อนไมเนอร์เชนจ์) มีราคาจำหน่ายประมาณ 390,000 - 420,000 บาท หากยกตัวอย่างราคาเฉลี่ย 405,000 บาท มาคำนวณโดยการดาวน์ประมาณ 30,000 บาท ผ่อนชำระ 60 งวดเท่ากัน แต่มีอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าอยู่ที่ 4 เปอร์เซ็นต์ จะต้องผ่อนชำระในอัตรางวดละ 8,025 บาทต่อเดือน เมื่อผ่อนชำระทั้งหมดจะคิดเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 511,500 บาท


 

 

         นอกจากนี้ ในกรณีซื้อรถมือสองจำเป็นต้องจ่ายค่าประกันภัยชั้น 1 ประมาณ 15,000 - 18,000 บาท ในวันรับรถ โดยยังไม่รวมค่าเสื่อมอื่นๆ หากจำเป็นต้องเปลี่ยน เช่น ค่ายางทั้ง 4 เส้น, ค่าเช็คระยะเปลี่ยนถ่ายของเหลว ฯลฯ แต่หากเป็นรถป้ายแดงก็ไม่จำเป็นต้องเสียค่าใช้จ่ายเหล่านี้จนกว่าจะใช้งานครบ 10,000 กิโลเมตร


 
 
 
 
 
 
 
 
แล้วแบบไหนคุ้มค่ากว่ากัน?
 
 
 
            จากการคำนวณคร่าวๆ ตามเงื่อนไขข้างต้น จะเห็นได้ว่าการซื้อรถยนต์มือสองจะประหยัดค่างวดต่อเดือนได้ประมาณ 1,300 บาท หากคิดรวบยอดจนถึงวันสิ้นสุดการผ่อนชำระ จะประหยัดเงินไปได้ 171,920 บาท เมื่อเทียบกับการซื้อรถป้ายแดง แต่ก็แลกกับรถยนต์ที่ผ่านการใช้งานมาแล้ว และมีค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษามากกว่า
 

         แต่หากเป็นรถป้ายแดงก็แลกกับความสดใหม่จากโรงงาน มีอุปกรณ์มาตรฐานเพิ่มจากรุ่นเดิม เช่น ถุงลมนิรภัย 7 ตำแหน่ง (เดิมมีเฉพาะคู่หน้า 2 ตำแหน่ง), ไฟส่องสว่างเวลากลางวัน LED, ระบบควบคุมการทรงตัวและป้องกันล้อหมุนฟรี VSC/TRC, ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน HAC และดีไซน์หน้า-หลังใหม่ ซึ่งหลายอย่างเป็นออปชั่นที่ไม่สามารถติดตั้งเพิ่มเติมได้ในภายหลัง

 
 
 
     รู้แบบนี้แล้วก็ขึ้นอยู่กับความสะดวกของคุณผู้อ่านเองแล้วล่ะครับ



                    

 

 

 

                         

 

 

 

          


 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 แหล่งที่มา  และ  ขอขอบคุณ

auto.sanook.com

ค้นหารถมือสอง
ชื่อผู้ใช้ :
รหัสผ่าน :
 
    
ค้นหารถยนต์มือสองตามพื้นที่