อยากรู้ไหม ? ทำไมราคาน้ำมันไทย ถึงไม่เท่ามาเลเซีย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

อยากรู้ไหม ? ทำไมราคาน้ำมันไทย ถึงไม่เท่ามาเลเซีย

 

         เพราะอะไร ? ราคาน้ำมันไทยถึงไม่ถูกเท่ากับประเทศมาเลเซีย แล้วจะเป็นไปได้ไหมถ้าปรับราคาให้เท่ากัน เรื่องนี้ต้องมีคำตอบ !

 

 

 

เติมด่วน ! พรุ่งนี้น้ำมันขึ้นราคา 40 สตางค์ต่อลิตร

อั้นไว้ก่อนนะ ! น้ำมันลดราคา 50 สตางค์ต่อลิตร

มีผลตี 5 พรุ่งนี้

  

 

 

           เวลาได้ยินข่าวนี้ทีไร ใครมีรถขับต้องรีบเช็กเกย์น้ำมันและกระเป๋าตังค์ทันที ว่าเอาไงดีว้า แต่พอเลี้ยวเข้าปั๊ม จะควักเงินจ่ายค่าน้ำมัน ก็มักจะมีเสียงบ่น "น้ำมันแพงจัง" ดังขึ้น พร้อมกับการเปรียบเทียบ "เฮ้อ..ทำไมราคาน้ำมันบ้านเราไม่ถูกเหมือนที่มาเลเซียบ้างนะ"    


          จริงสิ ! เคยสงสัยไหมว่า ทำไมคนถึงมักจะนึกเปรียบเทียบราคาน้ำมันไทยกับมาเลเซีย ทั้งที่ไทยก็อยู่ติดประเทศอื่นอีก ทั้ง ลาว กัมพูชา พม่า ก็น่าจะราคาเท่า ๆ กันทั้งหมดหรือไม่ ทำไมมาเลเซียถึงถูกกว่าไทยถึง 10 บาทได้ไง


          เอาเป็นว่าถ้าใครยังคาใจประเด็นนี้อยู่ และอยากรู้คำตอบ ก็ลองตามกระปุกดอทคอมมาค้นหาความจริงไปด้วยกันว่ามีเหตุผลอะไรที่ทำให้ราคาน้ำมันของทั้งสองประเทศแตกต่างกัน


 

 

 

 

 

 

  

 ทำไมราคาน้ำมันสำเร็จรูปของไทยแพงกว่ามาเลเซีย

  

 

          ต้องบอกก่อนว่า น้ำมันรถที่เราเติมจากปั๊มน้ำมันไม่ใช่น้ำมันดิบที่ขุดเจาะขึ้นมาจากใต้พื้นโลกแล้วใช้ได้เลยนะ แต่ต้องนำมาผ่านกระบวนการกลั่นให้เป็นน้ำมันสำเร็จรูปที่พร้อมใช้งานเสียก่อน ซึ่งขั้นตอนนี้ใช้เทคโนโลยีและเงินลงทุนสูงมาก และแต่ละประเทศก็มีเทคโนโลยีไม่เหมือนกัน ความสามารถในการกลั่นไม่เท่ากัน เรื่องนี้จึงมีผลต่อราคาต้นทุนน้ำมันสำเร็จรูปของแต่ละประเทศด้วย


          และนอกจากเรื่องค่าใช้จ่ายในกระบวนการกลั่นที่ทำให้น้ำมันสำเร็จรูปมีราคาแพงกว่าน้ำมันดิบแล้ว ยังมีปัจจัยหลัก ๆ อีก 6 ข้อที่มีผลโดยตรงต่อราคาน้ำมันสำเร็จรูปของไทยและมาเลเซีย อย่างที่เราจะเล่าให้ฟัง...

 

 

1. ไทยผลิตน้ำมันได้น้อยกว่ามาเลเซีย

 

 

 

  

 

 

           ถึงแม้ประเทศไทยจะมีแหล่งน้ำมันดิบที่สามารถขุดเจาะน้ำมันและกลั่นได้เอง แต่ก็ไม่เพียงพอกับปริมาณความต้องการใช้ในประเทศ โดยข้อมูลจาก BP Statistical Review of World Energy 2019 (ที่มา) ระบุว่า ไทยสามารถผลิตน้ำมันดิบได้เฉลี่ย 228,000 บาร์เรล/วัน (แบ่งเป็นน้ำมันดิบ 129,000 บาร์เรล และคอนเดนเสท 99,000 บาร์เรล : ที่มา) ดูตัวเลขเหมือนจะเยอะใช่ไหม แต่อย่าลืมว่าเราต้องนำน้ำมันดิบไปกลั่นอีกนะถึงนำมาใช้ประโยชน์ได้ ซึ่งหลังจากกลั่นแล้วจะเหลือน้ำมันที่ใช้ได้จริงน้อยลงไปอีก ขณะที่ปริมาณน้ำมันสำรองของไทยก็มีเพียงแค่ 300 ล้านบาร์เรลเท่านั้น


          กลับกัน ถ้าเราไปดูตัวเลขของมาเลเซียจะพบว่า มาเลเซียสามารถผลิตน้ำมันดิบได้ถึง 646,000 บาร์เรล/วันโดยเฉลี่ย มากกว่าไทยถึง 3 เท่า และยังมีปริมาณน้ำมันสำรองถึง 3,000 ล้านบาร์เรล มากกว่าไทยตั้ง 10 เท่า นั่นจึงทำให้ประเทศมาเลเซียมีน้ำมันเหลือใช้สบาย ๆ แถมยังสามารถส่งออกสร้างรายได้ให้ประเทศ จึงไม่น่าแปลกใจที่น้ำมันในมาเลเซียจะขายถูกกว่าบ้านเรา

 

 

 

 

2. คนไทยใช้น้ำมันมากกว่ามาเลเซีย

 

 

 

  

 

 

            นอกจากความสามารถในการผลิตน้ำมันไม่เท่ากันแล้ว ปริมาณการใช้น้ำมันในประเทศยังแตกต่างกันอีกต่างหาก โดยประเทศมาเลเซีย มีประชากรประมาณ 32 ล้านคน เฉลี่ยใช้น้ำมันวันละ 814,000 บาร์เรล และยังมีปริมาณน้ำมันสำรองในประเทศอยู่มาก น้ำมันที่เขาผลิตได้จึงเพียงพอต่อความต้องการใช้ 


           ในขณะที่ไทยเรามีประชากรเกือบ 70 ล้านคน มากกว่ามาเลเซีย 2 เท่า ทำให้ความต้องการใช้น้ำมันภายในประเทศสูงถึงเฉลี่ยวันละ 1,478,000 บาร์เรล แต่เราผลิตได้เพียง 2 แสนกว่าบาร์เรล หรือแค่ 20% ของปริมาณที่ใช้ในแต่ละวันเท่านั้นเอง เมื่อมีไม่พอใช้ก็ต้องนำเข้าจากต่างประเทศอีกกว่า 80% เพื่อทดแทนส่วนที่ขาดไป และอย่างที่ทราบว่าราคาน้ำมันตลาดโลกขึ้น-ลง ผันผวนตามสถานการณ์ตลอดทั้งปีเลย ต้นทุนราคาน้ำมันที่ไทยนำเข้ามาจึงไม่นิ่ง ถ้าช่วงไหนราคาน้ำมันโลกพุ่งสูง ต้นทุนน้ำมันไทยก็สูงตามไปด้วย

 

 

          สรุปง่าย ๆ ก็คือ มาเลเซีย ผลิตน้ำมันได้เยอะ มีปริมาณน้ำมันสำรองมาก แต่ใช้น้อยกว่าที่มี ต่างจากประเทศไทยที่ผลิตน้ำมันได้น้อย ปริมาณน้ำมันสำรองน้อย แต่จำนวนประชากรมากกว่า ใช้น้ำมันมากกว่า จึงต้องนำเข้าน้ำมันปริมาณมาก ทำให้ต้นทุนน้ำมันของไทยแพงกว่ามาเลเซียนั่นเอง

 

 

 

 

3. น้ำมันไทยต้องจ่ายภาษี-มาเลเซีย ไม่เก็บภาษี

 

 

          อีกจุดที่ไทย-มาเลเซียไม่เหมือนกันก็คือ โครงสร้างราคาน้ำมัน โดยราคาน้ำมันขายปลีกที่มาเลเซีย จะคิดจากราคาหน้าโรงกลั่นสิงคโปร์ บวกค่าพรีเมียม ค่าการตลาดต่าง ๆ แต่ไม่มีเก็บภาษีเพิ่มเติม (ยกเว้นน้ำมันเบนซิน Ron 97 ที่เก็บภาษี 6%)  


          ยกตัวอย่างราคาน้ำมันเบนซิน 95 (Ron 95) ในมาเลเซียวันที่ 11 ตุลาคม 2562 ราคาขายหน้าโรงกลั่นอยู่ที่ลิตรละประมาณ 12-13 บาท บวกกับค่าการตลาดอีกประมาณ 0.32 ริงกิต/ลิตร (คิดเป็นเงินไทยประมาณ 2-3 บาท) ทำให้ราคาขายปลีกอยู่ที่ลิตรละ 2.08 ริงกิต หรือประมาณ 15.17 บาท


          สำหรับประเทศไทย หลังจากนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศซึ่งมีต้นทุนสูงมาแล้ว จะต้องนำมาบวกค่ากองทุน ค่าการตลาด และภาษีอีก 3 ส่วน คือ ภาษีสรรพสามิต, ภาษีเทศบาล และภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น ลองดูตัวอย่างโครงสร้างราคาขายปลีกน้ำมันของวันที่ 11 ตุลาคม 2562

 

 

 

  

         -  น้ำมันเบนซิน (ULG) ราคาขายหน้าโรงกลั่น 15.3567 บาท แต่ราคาขายปลีกลิตรละ 34.66 บาท ในจำนวนนี้เป็นค่าภาษี 9.4175 บาท คิดเป็น 27% ของราคาขายปลีกหน้าปั๊ม

 

         -  น้ำมันดีเซล (H-Diesel) ราคาขายหน้าโรงกลั่น 15.3955 บาท แต่ราคาขายปลีกลิตรละ 25.69 บาท ในจำนวนนี้เป็นเงินภาษี 8.2697 บาท คิดเป็น 32% ของราคาขายปลีกหน้าปั๊ม

 

 

          จะเห็นว่าน้ำมันที่จำหน่ายในประเทศไทยต้องบวกค่าภาษีเพิ่มอีกพอสมควร ซึ่งภาษีที่เราจ่ายไปทั้งหมดนี้ ก็เพื่อเป็นรายได้ให้รัฐนำเงินไปพัฒนาประเทศ และใช้ประโยชน์เพื่อสังคมส่วนรวมในอีกหลายด้าน

 

 

 

4. ไทยเก็บเงินเข้ากองทุนฯ–มาเลเซียมีรัฐช่วยอุดหนุน

 

 

 

 

 

  

          ในโครงสร้างราคาน้ำมันไทย ส่วนหนึ่งต้องจ่ายเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงด้วย เพื่อเป็นทุนสำรองไว้หากเกิดวิกฤตที่ทำให้ราคาน้ำมันตลาดโลกสูงขึ้น รัฐก็จะนำเงินส่วนนี้ออกมาตรึงราคาน้ำมันในประเทศไม่ให้ปรับขึ้นมากเกินไปจนกระทบกับผู้ใช้รถใช้ถนนอย่างเรา

 

 

         โดยปัจจุบัน (ตามประกาศ กบง. วันที่ 17 กันยายน 2562) มีการเก็บเงินเข้ากองทุนฯ จากน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์ 91, 95 น้ำมันดีเซลหมุนช้า แต่สำหรับแก๊สโซฮอล์ E20 E85 น้ำมันดีเซล B10, B20 ไม่ต้องจ่ายเงินเข้ากองทุน แต่ได้รับเงินชดเชยจากกองทุน เพื่อพยุงราคาน้ำมันไว้ ตามอัตรานี้

 

 

 

 

 

 

 

           ฝั่งประเทศมาเลเซีย ที่นอกจากจะไม่มีภาษีน้ำมันแล้ว (ยกเว้นเบนซิน 97) ก็ยังไม่ได้เก็บเงินเข้ากองทุนเพื่อชดเชยส่วนต่างราคาน้ำมัน นั่นเพราะมาเลเซียมีรายได้จากการส่งออกน้ำมันมากอยู่แล้ว หากราคาน้ำมันโลกสูงขึ้น รัฐบาลมาเลเซียจะนำกำไรจากการส่งออกน้ำมันมาช่วยอุดหนุนราคาน้ำมันในประเทศทันที ทำให้คนมาเลเซียยังใช้น้ำมันได้ในราคาปกติ 

 

 

 

5. คุณภาพน้ำมันเบนซิน 95 ของไทยดีกว่า

 

 

          แม้จะเป็นน้ำมันเบนซิน 95 เหมือนกัน แต่คุณภาพไม่เท่ากัน โดยมาเลเซียใช้น้ำมันเบนซิน 95 (Ron 95) มาตรฐานยูโร 2 แต่ไทยใช้น้ำมันเบนซิน 95 มาตรฐานยูโร 4 ซึ่งมีคุณภาพดีกว่า ปล่อยมลพิษและฝุ่นละอองออกมาน้อยกว่า จึงเป็นมิตรต่อเครื่องยนต์และสิ่งแวดล้อม ทำให้ราคาหน้าโรงกลั่นและค่าการตลาดของเนื้อน้ำมัน มาตรฐานยูโร 4 สูงกว่ามาตรฐานยูโร 2


          อย่างไรก็ตาม มาเลเซียก็จะมีแผนจะนำน้ำมันเบนซิน 95 มาตรฐานยูโร 4 มาใช้ในปี 2563 เช่นกัน ซึ่งอาจส่งผลให้ราคาน้ำมันเบนซินในประเทศมาเลเซียปรับขึ้นก็เป็นได้


          นอกจากนี้ น้ำมันเบนซินไทย เป็นแก๊สโซฮอล์มีหลายเกรด ไม่สามารถเทียบกับของมาเลเซียได้  

 

 

 

 

6. ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน

 

 

 

 

  

 

            ตลาดน้ำมันที่ซื้อขายระหว่างประเทศมักใช้เงินดอลลาร์สหรัฐเป็นตัวกลางแลกเปลี่ยน ดังนั้นความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนก็มีผลต่อราคาน้ำมันในช่วงนั้นมาก อย่างมาเลเซียจะขึ้นอยู่กับค่าเงินริงกิตมาเลเซียเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ณ เวลานั้น ส่วนประเทศไทยที่ต้องนำเข้าน้ำมันกว่า 80% หากช่วงนั้นเงินบาทแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐก็อาจไม่กระทบกับต้นทุนเท่าไร แต่เมื่อใดที่ค่าเงินบาทอ่อนลง ต้นทุนราคาน้ำมันที่นำเข้ามาก็ต้องสูงขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้

 

 

 

 

 

 ไทยมีน้ำมันไม่พอใช้ แต่ทำไมยังส่งออก ?

  

 

 

 

 

 

           คำตอบก็คือน้ำมันดิบที่ไทยผลิตได้จากแต่ละแหล่งนั้น มีคุณสมบัติต่างกัน บางส่วนมีคุณภาพไม่เหมาะกับมาตรฐานของประเทศ ไม่คุ้มค่าที่จะนำมากลั่นเอง แต่อาจเป็นที่ต้องการของต่างประเทศ เราจึงส่งออกเพื่อสร้างรายได้เข้ามาแทน ซึ่งหลายประเทศที่ขุดเจอน้ำมันดิบไม่ตรงกับความต้องการในประเทศก็ส่งออกแบบนี้เหมือนกัน 


 

          แล้วน้ำมันดิบที่ไทยนำเข้ามาล่ะ ? ...จริง ๆ แล้วเป็นคนละชนิดกับน้ำมันที่ส่งออกนะ เพราะน้ำมันดิบที่ไทยนำเข้ามาจะเหมาะกับการกลั่นและใช้ประโยชน์ในประเทศมากกว่า เมื่อนำมากลั่นจนได้น้ำมันสำเร็จรูปแต่ละชนิดแล้ว จะมีน้ำมันบางชนิดที่กลั่นได้เกินความต้องการใช้ในประเทศ เพราะในการกลั่นเราควบคุมตัวเลขเป๊ะ ๆ ไม่ได้ว่าต้องได้น้ำมันเบนซินเท่าไร ดีเซลเท่าไร หากผลิตได้มากเกินกว่าที่คนไทยใช้ ก็ต้องนำน้ำมันส่วนเกินส่งออกไปขายอีกทีเพื่อสร้างรายได้เข้าประเทศอีกทาง

 
 
 
 
 
 
จะเกิดอะไรขึ้น ? ถ้าราคาน้ำมันไทยลดลงเท่ากับมาเลเซีย

 

 

 


 
 
   
 
            พอเห็นราคาน้ำมันในมาเลเซียแล้ว เราน่าจะเคยคิดกันเล่น ๆ ว่า ถ้าประเทศไทยยกเลิกการจัดเก็บภาษีน้ำมันและยกเลิกการส่งเงินเข้ากองทุนเพื่อให้ราคาน้ำมันไทยใกล้เคียงกับมาเลเซียก็คงจะดี แต่เอ๊ะ...หากทำเช่นนั้นจริง ๆ จะเกิดอะไรขึ้นบ้างนะ งั้นลองนึกภาพตามไปด้วยกัน 
 
 
 
 
-  รัฐบาลไม่มีงบประมาณชดเชยราคาน้ำมัน กรณีราคาน้ำมันในตลาดโลกผันผวน 
 
 
 
 
              ราคาน้ำมันเบนซินลดลง จากลิตรละ 34-36 บาท อาจจะเหลือลิตรละ 17-19 บาทเท่านั้น (ข้อมูลเดือนตุลาคม 2562) เพราะไม่ต้องเสียภาษีและส่งเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง แต่ถ้าราคาตลาดโลกปรับสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว รัฐจะไม่สามารถพยุงราคาไว้ชั่วคราวได้
 
 
 
              ราคาน้ำมันดีเซลลอยตัว ภาคขนส่งต้องได้รับผลกระทบแน่นอน เพราะตอนนี้ยังนำเงินจากกองทุนน้ำมันฯ มาอุดหนุนน้ำมันดีเซลไม่ให้ขายเกินลิตรละ 30 บาท  แต่หากยกเลิกกองทุนน้ำมันฯ ก็จะไม่มีเงินส่วนนี้ช่วยพยุงราคา เมื่อราคาน้ำมันตลาดโลกปรับตัวสูง เราก็ต้องปล่อยให้ราคาน้ำมันดีเซลในประเทศลอยตัวไปตามกลไกของตลาดโลก
 
 
 
 
             แก๊สโซฮอล์ E20 และ E85 ขึ้นราคา โดย E20 อาจปรับขึ้นประมาณ 1-2 บาท/ลิตร และ E85 มีโอกาสขึ้นอีกราว ๆ 6-8 บาท/ลิตร  เพราะไม่มีเงินจากกองทุนน้ำมันฯ มาชดเชยให้เราใช้แก๊สโซฮอล์ราคาถูกเหมือนทุกวันนี้ ส่วนน้ำมันชนิดอื่นที่เคยจ่ายเงินเข้ากองทุน ก็จะมีราคาถูกลง
 
 
 
 
 
 -  ราคาสินค้า-อาหารมีแนวโน้มแพงขึ้น ตามการปรับขึ้นของราคาน้ำมันดีเซล และก๊าซ LPG ซึ่งส่วนใหญ่ใช้ในภาคขนส่งและอุตสาหกรรม ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น และอาจนำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อได้เลย
 
 
  
 
 -  ไทยต้องนำเข้าน้ำมันเพิ่มขึ้น เพราะเมื่อน้ำมันบางชนิดมีราคาถูกลง โดยเฉพาะเบนซิน คนจะยิ่งใช้น้ำมันฟุ่มเฟือยขึ้น หรือคนที่เคยใช้แก๊สโซฮอล์อาจเปลี่ยนกลับมาใช้น้ำมันเบนซินที่ถูกกว่าแทนก็ได้ และเราต้องสูญเสียเงินอีกมหาศาลเพื่อนำเข้าน้ำมันมาเพิ่มอีก เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการ
 
 
 
 
 -  คนใช้พลังงานทดแทนน้อยลง ทำให้เกษตรกรที่เพาะปลูกพืชเพื่อนำมาผลิตแก๊สโซฮอล์ หรือไบโอดีเซลสูญเสียรายได้ รวมทั้งอุตสาหกรรมรถยนต์ที่ใช้พลังงานทดแทนก็มีแนวโน้มที่ยอดขายจะตกลง เพราะเติมน้ำมันเบนซินถูกกว่า
 
 
 
 
 -  เงินภาษีที่นำมาพัฒนาประเทศหายไปส่วนหนึ่งจากการเลิกเก็บภาษีน้ำมัน รู้ไหมว่าในปีงบประมาณ 2561 กรมสรรพสามิตสามารถจัดเก็บภาษีน้ำมันได้ 224,883.12 ล้านบาท (ที่มา) ซึ่งเป็นเงินจำนวนไม่น้อยเลย จึงมีความเป็นไปได้ที่รัฐอาจจะเรียกเก็บภาษีจากสินค้าและบริการอื่น ๆ ทดแทนส่วนที่ขาดหายไป
 
 
 
 
 
            คงพอเข้าใจกันมากขึ้นแล้วว่า มีหลายปัจจัยในประเทศที่ทำให้ราคาน้ำมันสำเร็จรูปใประเทศไทย
และมาเลเซียแตกต่างกันพอสมควร และต้องไม่ลืมว่า ปัจจัยภายนอกประเทศอย่างวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นในโลกก็ส่งผลต่อต้นทุนราคาน้ำมันของแต่ละประเทศได้ด้วยนะ
 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

แหล่งที่มา  และ  ขอขอบคุณ  kapook.com 

ข้อมูลอ้างอิง : BP Statistical Review of World Energy 2019, eia.gov,

                       petrolpricemalaysia, malaymail, กรมสรรพสามิต, PTT Insight

 

 

 

 

 

ค้นหารถมือสอง
ชื่อผู้ใช้ :
รหัสผ่าน :
 
    
ค้นหารถยนต์มือสองตามพื้นที่